สารบัญ
- รอยดำจากสิว กี่วันหาย? หายเองได้ไหม
- รอยดำและรอยแดง ต่างกันอย่างไร?
- สารสำคัญที่ช่วยจัดการปัญหาสิวและรอย พร้อมวิธีเลือกผลิตภัณฑ์
- การป้องกันปัญหาสิวและรอยสิว (ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต)
- วิธี และผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้คุณดูแล ลดเลือนรอยจากสิวที่ไม่ชวนมอง
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดรอยดำจากสิว
รอยดำจากสิว กี่วันหาย? หายเองได้ไหม
หลายคนมักมีคำถามว่ารอยดำจากสิว กี่วันหาย? ซึ่งข่าวดี คือ รอยเหล่านี้สามารถจางลงและหายเองได้ แต่มักจะใช้ระยะเวลาที่แตกต่างกันไปตามพฤติกรรมของแต่ละคน และตามระดับความลึกของการเกิดเม็ดสีในชั้นผิว หากเป็นแค่รอยแดง อาจใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่หากขยับกลายไปเป็นรอยดำ ก็ต้องใช้เวลาเพิ่มเป็นหลักเดือน รอยดำสิวจึงจะจางลง

รอยดำและรอยแดง ต่างกันอย่างไร?
รอยแดง
ปัญหาสิวเกิดจากการอักเสบของหน่วยรูขุมขน ซึ่งต่อมไขมันเชื่อมต่อกับรูขุมขน เมื่อเกิดการอักเสบ ร่างกายจะตอบสนองโดยการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณนั้น โดยส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวไปต่อสู้กับเชื้อโรค และซ่อมแซมความเสียหาย ปฏิกิริยานี้ทำให้ในหลายกรณีจะคงเหลือไว้ซึ่งรอยแดงหลังจากที่สิวหายไป
รอยดำ
ในขณะที่ร่างกายของคุณต่อสู้กับสิ่งบกพร่อง การอักเสบสามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสี (เมลานิน) ภายในผิวหนังทำให้เกิดรอยดำขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รอยนี้อาจปรากฎนานหลายเดือนหลังจากที่สิวหายไปและพบได้บ่อยกว่าในคนผิวคล้ำ แพทย์เรียกสิ่งนี้ว่ารอยดำหลังการอักเสบหรือ PIH
สารสำคัญที่ช่วยจัดการปัญหาสิวและรอย พร้อมวิธีเลือกผลิตภัณฑ์
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อการแก้ปัญหาสิวและรอยสิว ไม่ว่าจะเป็น เซรั่มลดสิว ครีมลดรอยสิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารที่ทำหน้าที่/มีคุณสมบัติในการแก้ไขปัญหาสิว ดังนี้
การเลือกผลิตภัณฑ์แก้ปัญหาสิว
- จัดการกับสิว “ใต้ผิว” จุดเริ่มต้นของการเกิดสิวที่เรียกว่า “ไมโครคอมิโดน” (Micro-comedone) หรือการอุดตันที่เกิดขึ้นภายในรูขุมขน และต่อมาจะค่อย ๆ มีการขยับขึ้นมายังผิวชั้นบน กลายเป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบตามลำดับ การแก้ปัญหา “ไมโครคอมิโดน” ทำได้โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารช่วยสลายสิ่งสกปรกภายในรูขุมขน ลดการอุดตัน เช่น ซาลิไซลิก แอซิด (Salicylic acid, BHA) ไกลโคลิก แอซิด (Glycolic acid) ไลโปไฮดรอกซี่ แอซิด (Lipohydroxy acid, LHA)
- จัดการกับสิว “บนผิว” ครบทั้ง 4 สาเหตุหลักของการเกิดสิว ด้วยสารต่าง ๆ ดังนี้
- การผลิตน้ำมันมากผิดปกติ ด้วย Zinc ที่จะไปช่วยลดการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน
- การแบ่งเซลล์ผิวมากผิดปกติ ด้วย Salicylic acid, glycolic acid, Lipohydroxy acid (LHA) เพื่อเสริมกระบวนการผลัดเซลล์ผิว
- การอักเสบ ด้วย ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) สารลดการอักเสบที่มีคุณสมบัติปลอบประโลม ลดอาการระคายเคืองไม่สบายผิวได้ด้วย
- ติดเชื้อแบคทีเรีย และเสียสมดุลแบคทีเรียบนผิว ด้วยสารที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย ปรับสมดุลแบคทีเรียบนผิว (ลดแบคทีเรียตัวร้ายสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว) เช่น ไฟโลไบโอม่า (Phylobioma) เอพีเอฟ (Aqua Posae Filiformis (APF) เป็นต้น
การเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อจัดการกับรอยสิว
การจัดการกับรอยสิว (ทั้งรอยแดง รอยดำ) หลังการเป็นสิว รวมไปถึงปัญหาจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ
- รอยแดง: มักเกิดขึ้นทั้งขณะที่เป็นสิว และหลังการเป็นสิว ซึ่งเกิดจากการอักเสบ ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารลดการอักเสบ เช่น ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) หรือ โปรซีราด (Procerad) ก็จะสามารถช่วยลดรอยแดงที่เกิดขึ้นหลังการเป็นสิวได้ด้วย
- รอยดำ: มักเกิดหลังการเกิดรอยแดงจากการอักเสบขณะเป็นสิว ที่ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีทำให้มีการผลิตเม็ดสีมากขึ้นผิดปกติ เกิดเป็นจุดดำ ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอในที่สุด การแก้ปัญหาจุดด่างดำก็ควรแก้ไขอย่างครอบคลุมทุกช่วงจังหวะของการผลิตเม็ดสี
การเลือกครีมลดรอยแดง รอยดำที่มีส่วนผสมทรงประสิทธิภาพและอ่อนโยนต่อผิว คือ หัวใจสำคัญในการฟื้นฟูผิวจากรอยสิว สำหรับผู้ที่ผิวมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย ลา โรช-โพเซย์ ขอแนะนำให้พิจารณาผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลรอยสิวร่วมกับปัญหาสิว “ผลิตภัณฑ์ เอฟฟาคลาร์ (EFFACLAR)” เป็นการไปจัดการกับปัญหาสิวที่เป็นอยู่ลดโอกาสการเกิดรอยแดง รอยดำใหม่จากสิว ทั้งยังช่วยดูแลรอยแดงและรอยดำเดิมที่เกิดหลังการเป็นสิวด้วย
การป้องกันปัญหาสิวและรอยสิว (ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต) )
เป็นวิธีการทำได้ไม่ยากและไม่ง่าย แต่หากทำได้จะเห็นผลอย่างชัดเจนที่สุด การป้องกันการเกิดสิวและรอยสิวทำได้โดยการหลีกเลี่ยงทุกปัจจัยที่ส่งผลต่อปัญหาสิว และรอยสิว ได้แก่
- พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อปัญหาสิว เช่น การสัมผัสผิวหน้าบ่อย ๆ การพักผ่อนที่ไม่ดีพอ การรับประทานอาหารบางชนิด (ควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทานเข้าไปแล้วสิวขึ้น ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล) กล่าวคือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำแล้วทำให้เราสิวขึ้น
- พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อปัญหารอยแดง รอยดำที่เกิดจากสิว เช่น การแคะ แกะ เกา ที่นำไปสู่การเกิดรอยสิว
- ผลิตภัณฑ์กันแดดไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอยสิวและจุดด่างดำเข้มขึ้น แต่ยังช่วยลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวได้อีกด้วย

วิธี และผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้คุณดูแล ลดเลือนรอยจากสิวที่ไม่ชวนมอง
การป้องกันไม่ให้เกิดย่อมดีกว่า (และถูกกว่า) การจัดการให้รอยจากสิวดีขึ้นในภายหลัง เนื่องจากตามสถาบันความงามต่าง ๆ นั้นถึงให้ผลลัพธ์ที่อาจเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร การที่จะลดรอยสิวแบบ “เร็ว & ง่าย และเห็นผล” ที่สุด คือ การใช้ “เซรั่ม” เพื่อการแก้ไข โดยเน้นที่สารที่ไปช่วยเสริมกระบวนการผลัดเซลล์ผิว พร้อมการใช้ “ผลิตภัณฑ์กันแดด” เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี หรือปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่นมลภาวะ ที่ส่งผลให้เกิดการผลิตเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น รอยดำมากขึ้น
1. เซรั่มลดรอยสิว
ควรมีสารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว (ที่ไม่สม่ำเสมอ) ให้หลุดลอกออกไปจากผิว ทำให้รอยสิวจางลง เช่น ซาลิไซลิก แอซิด, ไกลโคลิก แอซิด หรือ LHA เป็นต้น แต่สารดังกล่าวข้างต้นมีคุณสมบัติเป็นกรด อาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองผิวได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบาง ระคายเคืองง่าย ดังนั้นใน “เซรั่มลดรอยสิว” นอกจากมีสารผลัดเซลล์ผิวในความเข้มข้นที่สูงแล้ว ก็ควรมีสารที่ช่วยปลอบประโลม เพื่อลดอาการระคายเคืองไม่สบายผิวร่วมด้วย เช่น ไนอะซินาไมด์ เป็นต้น
2. ผลิตภัณฑ์กันแดด
คือผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันการเกิดจุดด่างดำที่ดีที่สุด และยังช่วยให้จุดด่างดำรวมถึงรอยสิวจางลงได้เร็วขึ้นด้วย รังสียูวีไม่เพียงส่งผลต่อปัญหาริ้วรอยและจุดด่างดำ แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสิวได้อีกด้วย เพราะกระตุ้นผิวให้มีผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งน้ำมันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว เพิ่มปริมาณของอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายผิว ทำให้เกิดอักเสบภายในผิว และยังกระตุ้นให้มีการผลิตเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รอยสิวเข้มมากขึ้น
ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดนอกจากจะช่วยลดเลือนจุดด่างดำ ป้องกันการเกิดจุดด่างดำ และยังช่วยลดสาเหตุที่ส่งผลต่อปัญหาสิวอีกด้วย
คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์กันแดด ที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกใช้
- มีค่าการปกป้องผิวจากรังสียูวีที่สูงเพียงพอ คือ SPF50+ ขึ้นไป/PA++++/และค่า PPD ที่ยิ่งสูงก็จะยิ่งปกป้องรังสียูวีเอได้ดีมากขึ้น
- ปกป้องผิวจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น รังสี Infrared, Visible light หรือแม้กระทั่งมลภาวะทางอากาศ (Air pollution) ที่รวมไปถึงฝุ่นละอองจิ๋ว (PM2.5)
- ความคงตัวต่อแสงแดดของผลิตภัณฑ์สูง (Photostability) เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด ครีมกันแดดยังคงมีประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องผิว
- คุณสมบัติอื่น ๆ เช่น การกันน้ำที่ดี (Very Water Resistant) กันเหงื่อ (Anti-sweat) ด้วยสภาวะอากาศที่ร้อนชื้น ทำให้เรามักมีเหงื่อ ซึ่งหากผลิตภัณฑ์กันแดดไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ค่าการปกป้องผิวก็จะลดต่ำลง ประสิทธิภาพการปกป้องก็ลดน้อยลง
- หากเป็นผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผู้ที่มีผิวมัน-ผิวผสม ก็ควรมีสารที่ช่วยลดความมันบนผิวลงได้ ไม่ว่าจะเป็นสารที่ไปช่วยลดการผลิตน้ำมัน หรือสารที่ไปช่วยดูดซับความมันเงาบนผิวเป็นต้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดรอยดำจากสิว
1. รอยดำจากสิวต่างจากรอยแดงอย่างไร?
รอยแดงเกิดจากหลอดเลือดฝอยขยายตัวหลังการอักเสบของสิว ในขณะที่รอยดำเกิดหลังการอักเสบที่ไปกระตุ้นให้มีการผลิตเม็ดสี (เมลานิน) ออกมามากผิดปกติ
2. รอยดำจากสิวหายเองได้ไหม ใช้เวลานานเท่าไหร่?
รอยดำจากสิวสามารถจางเองได้ แต่ต้องระวังไม่ให้มีสิวเกิดขึ้นใหม่ (หยุดปัญหาสิว) แล้วดูแลรอยดำจากสิวร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดอย่างจริงจัง สามารถช่วยให้รอยแดง และรอยดำจากสิวลดเลือนลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ลดรอยดำจากสิวควรเลือกสารอะไร เหมาะกับผิวแพ้ง่าย?
แนะนำเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารช่วยลดปัญหาสิวพร้อมดูแลเรื่องการอักเสบของปัญหาสิว (รอยแดง รอยดำมักเกิดจากการอักเสบ) เช่น ซาลิไซลิกแอซิด , LHA, Niacinamide, หรือสารโปรซีราด เป็นต้น
4. มะนาวหรือสครับช่วยลดรอยดำจากสิวได้จริงไหม?
ไม่แนะนำการทำสครับ หรือรบกวนผิวหน้าใด ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสิว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น การสครับขัดผิว ที่ล้วนแล้วแต่ไปกระตุ้นปัญหาสิว
